น้ำประปากินได้ไหม ? 3 สิ่งที่ต้องตรวจก่อนสรุปว่าดื่มได้จริง

น้ำประปากินได้ไหม ต้องตรวจเช็กอะไรบ้าง

น้ำประปากินได้ไหม ปลอดภัยหรือไม่ ?

น้ำประปากินได้ไหม ต้องพิจารณาคุณภาพน้ำ ณ จุดที่ใช้ดื่มจริง กปน. และ กปภ. มีเกณฑ์ควบคุมคุณภาพน้ำของตน แต่การมีมาตรฐานไม่ได้ยืนยันว่าน้ำทุกก๊อกผ่านเกณฑ์ตลอดเวลา ผู้ดูแลอาคารหรือโรงงานควรพิจารณาร่วมกัน 3 เรื่อง คือ ผลตรวจ ณ จุดใช้เทียบกับเกณฑ์ที่เหมาะสม การเฝ้าระวังคลอรีนอิสระคงเหลือในระบบที่ใช้คลอรีน และสภาพท่อกับถังพักน้ำ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยประเมินและจัดการความเสี่ยง ไม่ใช่เงื่อนไขสามข้อที่รับประกันความปลอดภัยได้ทุกกรณี ความใส กลิ่น และรสเพียงอย่างเดียวใช้ตัดสินไม่ได้

น้ำประปา คือ น้ำที่ผลิตและจ่ายผ่านระบบท่อไปยังผู้ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค กระบวนการปรับปรุงคุณภาพต้องเลือกตามแหล่งน้ำและคุณภาพน้ำเป้าหมาย บทความนี้ Mitrwater เขียนสำหรับผู้ดูแลระบบน้ำของโรงงาน อาคาร โรงพยาบาล และประปาชุมชน ที่ต้องตอบคำถามเรื่องน้ำดื่มให้พนักงานหรือผู้ใช้น้ำด้วยหลักฐาน ไม่ใช่ความรู้สึก โดยไม่ครอบคลุมน้ำเฉพาะทางสำหรับการผลิตยาหรือการรักษาพยาบาล

คลิกอ่านหัวข้อที่สนใจ แสดง

สรุปประเด็นสำคัญ

  • เกณฑ์และผลตรวจของผู้ผลิตน้ำเป็นข้อมูลต้นทาง ส่วนคำว่ากินได้ที่ก๊อกปลายทางต้องประเมินจากผลตรวจ ณ จุดใช้และการดูแลระบบ ไม่ใช่ความใส กลิ่น หรือรส
  • ประกาศกรมอนามัย พ.ศ. 2569 ใช้รับรองน้ำประปาดื่มได้ โดยมี 21 พารามิเตอร์และยกเลิกฉบับ พ.ศ. 2563 ส่วน กปน. ใช้เกณฑ์ 69 รายการที่ต่างกันในบางค่า เช่น ความขุ่นไม่เกิน 1.0 NTU
  • กรมอนามัย พ.ศ. 2569 ระบุคลอรีนอิสระคงเหลือ 0.2–0.5 มิลลิกรัมต่อลิตรที่ปลายเส้นท่อสำหรับเฝ้าระวังคุณภาพน้ำประปา ค่านี้ต้องใช้ร่วมกับผลตรวจอื่น ไม่ใช่ตัวรับรองความปลอดภัยเพียงค่าเดียว
  • ถังพักน้ำ ท่อภายใน ท่อที่ไม่มีการไหล และตู้กดน้ำ เป็นจุดที่ผู้ดูแลอาคารควรสำรวจและบำรุงรักษา เพราะมีความเสี่ยงปนเปื้อนเพิ่มได้แม้น้ำเข้าอาคารผ่านเกณฑ์
  • การต้มน้ำประปาช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ แต่ไม่ทำให้น้ำที่ปนเปื้อนสารเคมีเป็นพิษปลอดภัยได้ทุกกรณี ส่วนการเลือกเครื่องกรองน้ำ RO ต้องดูสารปนเปื้อนที่ตรวจพบและสมรรถนะของระบบ ไม่ใช้ค่า TDS เพียงอย่างเดียวตัดสิน
สิ่งที่ต้องยืนยันว่าน้ำประปากินได้หรือไม่

ทำไมน้ำประปาที่ “ดื่มได้” ที่โรงผลิต จึงอาจดื่มไม่ได้ที่ก๊อกในอาคาร ?

น้ำประปาที่ผ่านเกณฑ์ที่โรงผลิตอาจมีคุณภาพเปลี่ยนไปก่อนถึงก๊อกปลายทาง ทั้งในระบบจ่ายและระบบภายในอาคาร ประกาศกรมอนามัย เรื่อง เกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ กรมอนามัย พ.ศ. 2569 นิยามน้ำประปาดื่มได้โดยครอบคลุมการควบคุมคุณภาพตั้งแต่ระบบผลิตจนถึงผู้ใช้น้ำ ไม่ใช่เฉพาะที่โรงผลิต

เส้นทางน้ำประปามี 4 ช่วงที่ควรตรวจสอบ โดยประสานผู้จ่ายน้ำและผู้ดูแลอาคารตามพื้นที่และระบบที่เกี่ยวข้อง

  1. ท่อจ่ายน้ำประธานของผู้ผลิตน้ำ คลอรีนอิสระคงเหลืออาจลดลงระหว่างการจ่ายน้ำ หากมีท่อแตก รั่ว หรือแรงดันผิดปกติ ควรแจ้งผู้จ่ายน้ำให้ตรวจสอบความเสี่ยงปนเปื้อน
  2. มาตรวัดน้ำและทางเข้าอาคาร ใช้เป็นจุดอ้างอิงเพื่อเปรียบเทียบคุณภาพน้ำก่อนเข้าสู่ถังและท่อภายใน ผลตรวจที่เผยแพร่สะท้อนตัวอย่าง ณ จุดและเวลาที่เก็บ ไม่ใช่ใบรับรองน้ำทุกมาตรวัดตลอดเวลา ส่วนขอบเขตงานดูแลให้ตรวจตามเงื่อนไขของผู้จ่ายน้ำและอาคารนั้น
  3. ถังพักน้ำใต้ดินและถังสูงบนดาดฟ้า การกักเก็บน้ำนานอาจทำให้คลอรีนคงเหลือลดลง ตะกอนสะสม และเสี่ยงปนเปื้อนหากฝาถังหรือช่องเปิดป้องกันสิ่งสกปรกไม่เหมาะสม
  4. ท่อภายในอาคารและก๊อก ตรวจสภาพวัสดุท่อ จุดที่น้ำนิ่งหรือไม่มีการไหล (dead leg) และการเชื่อมต่อข้ามระบบ (cross-connection) ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงน้ำไหลย้อนหรือการปนเปื้อน

คลิกอ่านเพิ่มเติม: น้ำประปา มาจากไหน ผลิตมาจากน้ำอะไร ? ถึงใช้งานได้ปลอดภัย

น้ำประปาจากโรงงานทำไมบางครั้งดื่มเลยไม่ได้

ต้องตรวจค่าอะไร และเทียบกับเกณฑ์ไหน จึงสรุปได้ว่าน้ำประปากินได้ ?

ต้องตรวจคุณภาพน้ำ ณ ก๊อกที่ใช้ดื่มจริงให้ครอบคลุมกายภาพ เคมี และจุลชีววิทยา ตามเกณฑ์ที่ใช้และความเสี่ยงของระบบ ประกาศกรมอนามัย พ.ศ. 2569 กำหนด 21 พารามิเตอร์สำหรับรับรองน้ำประปาดื่มได้ ส่วน กปน. และ กปภ. มีเกณฑ์ของตนเอง ไม่ควรเลือกเฉพาะค่าที่ผ่อนปรนกว่าเพื่อให้ผลผ่าน

ก่อนตอบว่าน้ำประปากินได้ไหม ต้องระบุเกณฑ์ให้ตรงกับวัตถุประสงค์และขอบเขตใช้งาน ตารางด้านล่างเทียบเฉพาะค่าสำคัญ ไม่ใช่รายการตรวจทั้งหมด ค่าส่วนใหญ่เป็นค่าสูงสุด ยกเว้นช่วง pH เกณฑ์จุลชีววิทยาตามวิธีตรวจ และคลอรีนคงเหลือซึ่งมีเงื่อนไขเฝ้าระวังต่างกัน

กลุ่ม พารามิเตอร์ กรมอนามัย พ.ศ. 2569 กปน. พ.ศ. 2565 กปภ. พ.ศ. 2567
กายภาพ ความขุ่น (NTU) ≤ 4 ≤ 1.0 ≤ 4
กายภาพ สีปรากฏ (Pt-Co) ≤ 15 ≤ 15 ≤ 15
กายภาพ pH 6.5–8.5 6.5–8.5 6.5–8.5
เคมีทั่วไป ของแข็งละลายทั้งหมด TDS (mg/L) ≤ 500 ≤ 1,000 ≤ 600
เคมีทั่วไป ความกระด้าง as CaCO₃ (mg/L) ≤ 300 ≤ 300 ≤ 300
เคมีทั่วไป คลอไรด์ (mg/L) ≤ 250 ≤ 250 ≤ 250
เคมีทั่วไป ฟลูออไรด์ (mg/L) ≤ 0.7 ≤ 0.7 ≤ 0.7
เคมีทั่วไป ไนเตรต as NO₃⁻ (mg/L) ≤ 50 ≤ 50 ≤ 50
โลหะ เหล็ก (mg/L) ≤ 0.3 ≤ 0.3 ≤ 0.3
โลหะ แมงกานีส (mg/L) ≤ 0.08 ≤ 0.08 ≤ 0.08
โลหะเป็นพิษ ตะกั่ว (mg/L) ≤ 0.01 ≤ 0.01 ≤ 0.01
โลหะเป็นพิษ สารหนู (mg/L) ≤ 0.01 ≤ 0.01 ≤ 0.01
จุลชีววิทยา โคลิฟอร์มแบคทีเรียทั้งหมด ไม่พบ/100 mL (PA) หรือ < 1.1 MPN/100 mL ไม่พบต่อ 100 mL ไม่พบต่อ 100 mL
จุลชีววิทยา อี. โคไล (E. coli) ไม่พบ/100 mL (PA) หรือ < 1.1 MPN/100 mL ไม่พบต่อ 100 mL ไม่พบต่อ 100 mL
สารฆ่าเชื้อ คลอรีนอิสระคงเหลือ (mg/L) 0.2–0.5 ที่ปลายเส้นท่อ (เฝ้าระวัง) 0.2–2.0 ≥ 0.2 ในระบบจ่ายน้ำ

ที่มา: ประกาศกรมอนามัย เรื่อง เกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ กรมอนามัย พ.ศ. 2569 (14 ก.ย. 2569; ตารางหน้า 2–3) · ประกาศการประปานครหลวง เรื่อง เกณฑ์กำหนดคุณภาพน้ำประปาของการประปานครหลวง พ.ศ. 2565 (11 ต.ค. 2565; ตารางหน้า 2–6) · มาตรฐานคุณภาพน้ำประปา การประปาส่วนภูมิภาค (ไฟล์เผยแพร่ 20241001; หน้า 1–2) กรมอนามัยให้เลือกวิธีตรวจหนึ่งวิธีต่อพารามิเตอร์ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยใช้ Standard Methods ฉบับล่าสุดหรือมาตรฐานสากลที่เทียบเท่า และห้องปฏิบัติการของรัฐหรือที่ได้รับการรับรอง ISO/IEC 17025 คลอรีนคงเหลือเป็นค่าเฝ้าระวัง ไม่ใช่ปริมาณเติมคลอรีน

ค่าที่ต่างกันในตารางมาจากเอกสารต่างขอบเขต ประกาศกรมอนามัยใช้รับรองน้ำประปาดื่มได้ ส่วน กปน. และ กปภ. กำหนดเกณฑ์คุณภาพน้ำของหน่วยงานตนเอง จึงต้องระบุเกณฑ์และวัตถุประสงค์ในแผนตรวจให้ชัดเจน โดยไม่สรุปว่าเกณฑ์หนึ่งเข้มกว่าทุกค่า หรือใช้ขนาดระบบอธิบายเหตุผลแทนเอกสาร

ค่า TDS เพียงค่าเดียวใช้แทนคุณภาพน้ำทั้งหมดไม่ได้ ตัวอย่างเช่น TDS 300 mg/L ผ่านเฉพาะเกณฑ์ TDS ทั้งสามฉบับ แต่ยังต้องตรวจพารามิเตอร์อื่น หากพบอี. โคไล หรือพบตะกั่วเกิน 0.01 mg/L ก็ไม่ผ่านเกณฑ์รายการนั้น ส่วน TDS 700 mg/L ผ่านเฉพาะค่า TDS ของ กปน. แต่ไม่ผ่านค่าของกรมอนามัยและ กปภ. ไม่ใช่เหตุให้เปลี่ยนเกณฑ์เพื่อสรุปว่าดื่มได้

จุดเก็บตัวอย่างควรครอบคลุมจุดใช้ดื่มจริง เช่น ก๊อก ตู้กดน้ำ และโรงอาหาร พร้อมจุดต้นทางสำหรับเทียบสาเหตุ จำนวนจุดและความถี่ให้กำหนดตามความเสี่ยง รูปแบบใช้น้ำ การเปลี่ยนแปลงตามฤดู และเหตุผิดปกติ ไม่ใช่ข้อบังคับสองฤดูสำหรับทุกอาคาร การเก็บ รักษา และวิเคราะห์ตัวอย่างต้องเป็นไปตามวิธีและห้องปฏิบัติการที่เกณฑ์นั้นยอมรับ

น้ำประปาใส ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส แปลว่ากินได้หรือไม่ ?

น้ำประปาใส ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ไม่ได้แปลว่ากินได้เสมอไป ความใสและการไม่มีกลิ่นหรือรสผิดปกติไม่ยืนยันว่าน้ำปราศจากเชื้อหรือสารเคมีอันตราย ต้องอาศัยผลตรวจที่เหมาะสม ในเกณฑ์ กปน. รายการรสและกลิ่นมีหมายเหตุกำกับด้านความน่าดื่ม จึงไม่ใช่ตัวแทนความปลอดภัยทั้งหมด

กลิ่นคลอรีนก็ใช้บอกระดับคลอรีนอิสระคงเหลือหรือความปลอดภัยไม่ได้ ต้องวัดด้วยวิธีที่เหมาะสม การตัดสินว่าน้ำประปากินได้ไหมจากประสาทสัมผัสจึงให้คำตอบผิดได้ทั้งสองทาง

น้ำประปาใส ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส แปลว่ากินได้หรือไม่

คลอรีนคงเหลือในน้ำประปาควรอยู่เท่าไร เพื่อเฝ้าระวังคุณภาพน้ำถึงปลายท่อ ?

คลอรีนอิสระคงเหลือ (Free Residual Chlorine) ต้องเทียบตามเกณฑ์และตำแหน่งตรวจที่ใช้ กรมอนามัย พ.ศ. 2569 ระบุ 0.2–0.5 mg/L ที่ปลายเส้นท่อสำหรับเฝ้าระวัง กปน. พ.ศ. 2565 ระบุ 0.2–2.0 mg/L และ กปภ. ระบุไม่น้อยกว่า 0.2 mg/L ในระบบจ่ายน้ำ ส่วน WHO กำหนดค่าแนวทางด้านสุขภาพของคลอรีนที่ 5 mg/L ค่านี้ไม่ใช่ช่วงควบคุมเดินระบบหรือเป้าหมายเติมคลอรีน

ค่าที่ต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุมเป็นสัญญาณให้สอบสวนสาเหตุ แต่ไม่ได้แปลว่าน้ำอันตรายทันที และค่าที่อยู่ในเกณฑ์ก็ไม่ยืนยันว่าน้ำปลอดภัยทุกด้าน จุดหลังระบบกำจัดคลอรีนต้องมีแผนควบคุมจุลินทรีย์ที่เหมาะสม ไม่ใช้ค่าคลอรีนของระบบจ่ายมาตัดสินเพียงอย่างเดียว

ผู้ดูแลสามารถใช้ชุดทดสอบ DPD ที่เหมาะกับการวัดคลอรีนอิสระ โดยปฏิบัติตามคู่มือและตรวจสภาพน้ำยา ความถี่วัด จุดติดตั้งเครื่องวัดออนไลน์ ค่า Alarm และผู้รับผิดชอบควรกำหนดตามความเสี่ยงและรูปแบบเดินระบบ เครื่องมือช่วยติดตามความเปลี่ยนแปลง แต่ยังต้องมีขั้นตอนตอบสนองเมื่อค่าผิดปกติ

คลอรีนคงเหลือเป็นตัวชี้วัดการควบคุมระบบ ไม่ได้วัดเชื้อทุกชนิด โลหะหนัก หรือไนเตรตโดยตรง การติดตามหน้างานจึงใช้ร่วมกับผลห้องปฏิบัติการ ผู้ที่อยากเข้าใจว่าทำไมผู้ผลิตน้ำเติมสารนี้ตั้งแต่ต้นทาง อ่านต่อได้ที่บทความ วิธีการผลิตน้ำประปา ใส่คลอรีนเพื่ออะไรกันแน่ ? 

กลิ่นคลอรีนในน้ำประปา เป็นอันตรายไหม ?

กลิ่นคลอรีนในน้ำประปาเพียงอย่างเดียวบอกไม่ได้ว่าเป็นอันตรายหรือปลอดภัย ควรตรวจความเข้มข้นและเทียบเกณฑ์ของระบบ หากกลิ่นเปลี่ยนผิดปกติให้ตรวจสอบกับผู้ดูแลหรือผู้จ่ายน้ำ ค่าแนวทาง WHO 5 mg/L ไม่ใช่คำแนะนำให้เพิ่มคลอรีนถึงระดับนั้น

คาร์บอนกัมมันต์ (Activated Carbon) ช่วยลดกลิ่นคลอรีนได้ แต่ต้องเลือกผลิตภัณฑ์และบำรุงรักษาตามข้อกำหนด การลดคลอรีนทั้งอาคารอาจเพิ่มความเสี่ยงจุลินทรีย์ในท่อและถัง จึงต้องออกแบบมาตรการควบคุมร่วมด้วย ไม่ถือว่าไส้กรองคาร์บอนทั่วไปเป็นระบบฆ่าเชื้อ

ท่อและถังพักน้ำภายในอาคาร ต้องตรวจอะไรบ้างก่อนบอกว่าน้ำประปากินได้ ?

รายการ 7 จุดต่อไปนี้เป็นแนวทางสำรวจระบบภายในอาคาร ควรเลือกตรวจเพิ่มตามผังท่อและความเสี่ยงจริง ไม่ใช่ข้อกำหนดทางกฎหมายว่าทุกอาคารต้องมีครบเจ็ดจุด

  • วัสดุและอายุท่อ  ตรวจการเสื่อมสภาพ สนิม และวัสดุท่อหรือข้อต่อที่อาจเกี่ยวข้องกับโลหะปนเปื้อน แล้วเลือกวิเคราะห์ตามความเสี่ยง ไม่สรุปว่าท่อเก่าทุกเส้นทำให้ค่าเหล็กเกินเกณฑ์
  • ถังพักน้ำใต้ดิน รอยร้าวหรือรั่วที่ทำให้น้ำใต้ดินหรือน้ำท่วมซึมเข้าถัง ฝาปิดไม่สนิท และตะกอนสะสมก้นถัง
  • ถังสูงบนดาดฟ้า  ฝาปิด ท่อระบายอากาศที่ไม่มีตะแกรง แสงแดดและอุณหภูมิที่เร่งการเจริญของสาหร่ายและเชื้อ
  • รอบล้างถังและบันทึก กำหนดรอบล้างเป็นลายลักษณ์อักษรและเก็บบันทึก กปน. แนะนำให้ทำความสะอาดถังพักน้ำ หรือล้างถังเก็บน้ำ อย่างน้อยทุก 6 เดือน และควรตรวจสภาพเพิ่มเติมเมื่อมีเหตุเสี่ยงปนเปื้อน
  • ท่อที่ไม่มีการไหล (dead leg) สำรวจท่อไปยังโซนที่เลิกใช้งาน เพราะน้ำนิ่งและน้ำค้างระบบเพิ่มความเสี่ยงจุลินทรีย์ ลีจิโอเนลลาเป็นอีกความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาตามระบบและอุณหภูมิ โดยเกณฑ์ กปน. ระบุไม่พบในตัวอย่าง 100 mL
  • การต่อท่อผิดระบบและน้ำไหลย้อน  ท่อน้ำประปาที่เชื่อมกับระบบน้ำดับเพลิง น้ำรีไซเคิล หรือน้ำหล่อเย็น โดยไม่มีอุปกรณ์กันน้ำไหลย้อน (backflow preventer)
  • ตู้กดน้ำและไส้กรองที่จุดใช้ ตรวจรอบเปลี่ยนไส้กรอง ความสะอาดถังเก็บและหัวจ่าย เพราะการดูแลไม่เหมาะสมอาจเพิ่มความเสี่ยงปนเปื้อน แม้น้ำก่อนเข้าตู้ผ่านเกณฑ์

ตัวอย่างการคัดกรองคือวัดคลอรีนคงเหลือที่ทางเข้าอาคาร ทางออกถัง และจุดใช้ โดยเลือกจุดตามผังระบบ หากค่าลดจาก 0.5 mg/L เหลือ 0 ควรตรวจเวลาค้างน้ำ สภาพระบบ และวิธีวัดเพิ่มเติม ตัวเลขนี้เพียงอย่างเดียวยังระบุต้นเหตุหรือสรุปว่าน้ำประปากินได้ไหมไม่ได้ อาคารสูงที่มีถังพักหลายชั้นควรออกแบบเส้นทางน้ำให้ตรวจสอบได้ 

คลิกอ่านเพิ่มเติม: ระบบประปาในอาคารสูง การเดินท่อควรมีอะไรบ้าง ทำระบบแบบไหนดี ?

ท่อและถังพักน้ำภายในอาคาร ต้องตรวจอะไรบ้างก่อนบอกว่าน้ำประปากินได้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อสรุปว่าน้ำประปากินได้ คืออะไร ?

ข้อผิดพลาดสำคัญคือการสรุปว่าน้ำประปากินได้จากผลตรวจของผู้ผลิตน้ำหรือจากความใส โดยไม่มีข้อมูล ณ จุดใช้ คำถามว่าน้ำประปากินได้ไหมจึงควรเริ่มจากหลักฐานที่ตรงตำแหน่งและช่วงเวลา ข้อผิดพลาดด้านล่างทำให้ประเมินความเสี่ยงคลาดเคลื่อนได้

  • ตัดสินจากความใส กลิ่น และรส → น้ำอาจมีเชื้อหรือสารเคมีอันตรายโดยประสาทสัมผัสบอกไม่ได้ และกลิ่นคลอรีนก็ไม่ใช่หลักฐานยืนยันความปลอดภัย
  • ใช้ผลตรวจของ กปน. หรือ กปภ. แทนผลที่ก๊อก → ผลตรวจสะท้อนตัวอย่างตามจุดและเวลาที่ระบุ ไม่ยืนยันคุณภาพน้ำทุกก๊อกหรือผลจากถังพักและท่อภายในอาคาร
  • เก็บตัวอย่างครั้งเดียว จุดเดียว → ผลมีประโยชน์ต่อการประเมินตัวอย่างนั้น แต่ไม่ครอบคลุมทุกจุดและทุกช่วงเวลา จึงต้องวางแผนตรวจตามความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงของระบบ
  • ติดเครื่องกรองก่อนรู้ปัญหา → แต่ละเทคโนโลยีลดสารหรือเชื้อได้ต่างกัน ต้องตรวจสมรรถนะของอุปกรณ์ให้ตรงสิ่งที่ต้องกำจัด ไม่เลือกหรือตัด RO ออกจากทางเลือกด้วยค่า TDS เพียงค่าเดียว และต้องรวมการบำรุงรักษากับการจัดการน้ำทิ้งในแผน
  • ต้มแล้วคิดว่าจบ → การต้มช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ แต่ไม่ทำให้น้ำที่มีสารเคมีเป็นพิษปลอดภัยได้ทุกกรณี หากสงสัยการปนเปื้อนสารเคมีให้ใช้น้ำจากแหล่งที่ปลอดภัยและตรวจหาสาเหตุ
  • ไม่มีผู้รับผิดชอบเมื่อค่าเกิน → การเก็บผลห้องปฏิบัติการในแฟ้มโดยไม่มีแผนตอบสนอง อาจทำให้สาเหตุของปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข

โรงงาน อาคารสำนักงาน และประปาชุมชน ต้องยืนยันว่าน้ำประปากินได้ ต่างกันอย่างไร ?

ต่างกันที่ Point of Use จุดเก็บตัวอย่าง และเกณฑ์ที่ใช้ น้ำดื่มพนักงานต้องแยกจากน้ำเป็นส่วนผสมอาหาร น้ำในกระบวนการผลิตยา และน้ำสำหรับงานการแพทย์เฉพาะทาง การผ่านเกณฑ์น้ำดื่มไม่ได้ยืนยันว่าเหมาะกับทุกกระบวนการ อาคารสำนักงานเน้นระบบภายใน ส่วนประปาชุมชนที่ผลิตน้ำเองต้องพิจารณาตั้งแต่น้ำดิบถึงผู้ใช้

รายการ โรงงาน (อาหาร เครื่องดื่ม ยา) อาคารสำนักงาน โรงแรม โรงพยาบาล ประปาชุมชน / เทศบาล
Point of Use น้ำดื่มพนักงาน โรงอาหาร และน้ำสัมผัสอาหารหรือกระบวนการผลิต โดยแยกเกณฑ์แต่ละการใช้ ตู้กดน้ำ ครัว และน้ำดื่มในห้องพักผู้ป่วย; ไม่รวมเกณฑ์น้ำทางการแพทย์เฉพาะทาง ก๊อกบ้านผู้ใช้น้ำปลายสาย
เกณฑ์อ้างอิง น้ำดื่มใช้เกณฑ์ที่เหมาะสม; น้ำและน้ำแข็งเป็นส่วนผสมหรือสัมผัสอาหารพร้อมบริโภค ดู GMP 420 ข้อ 3.3.3 ซึ่งอ้างคุณภาพหรือมาตรฐานของน้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทหรือน้ำแข็งตามกรณี; น้ำสำหรับผลิตยาแยกตามข้อกำหนดผลิตภัณฑ์และกระบวนการ กรมอนามัย พ.ศ. 2569 สำหรับรับรองน้ำประปาดื่มได้ และเกณฑ์ผู้จ่ายน้ำในขอบเขตที่เกี่ยวข้อง; น้ำทางการแพทย์เฉพาะทางต้องใช้ข้อกำหนดเฉพาะ กรมอนามัย พ.ศ. 2569 สำหรับรับรองน้ำประปาดื่มได้
จุดเก็บตัวอย่าง หลังมาตรวัด · หลังถังพัก · จุดใช้ในกระบวนการ · โรงอาหาร หลังมาตรวัด · ทางออกถังสูง · ก๊อกไกลสุดหรือชั้นบนสุด · ตู้กดน้ำ น้ำดิบ · หลังระบบผลิต · ปลายสายจ่ายที่ไกลที่สุด
ความถี่ตรวจ ตามความเสี่ยงและข้อกำหนดที่ใช้; กรณี GMP 420 ข้อ 3.3.3 ต้องมีผลวิเคราะห์จากแล็บรัฐหรือที่รับรองระบบงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ตามแผนอาคารและความเสี่ยง พร้อมกำหนดการตรวจหลังเหตุผิดปกติ ล้างถัง หรือซ่อมระบบตามผลกระทบ ตามแผนเฝ้าระวังของหน่วยงานและความเสี่ยงของแหล่งน้ำ ระบบผลิต และระบบจ่าย
ผู้รับผิดชอบ Utility / QA Facility / Engineering ผู้ดูแลระบบของ อบต. เทศบาล หรือกรรมการประปา
สิ่งที่ต้องมี แผนตรวจ · บันทึกผล · response plan · การวัดคลอรีนคงเหลือ แผนล้างถัง · บันทึกคลอรีนคงเหลือ · อุปกรณ์กันน้ำไหลย้อน ผลตรวจน้ำดิบตามฤดู · จุดจ่ายคลอรีน · บันทึกคลอรีนปลายสาย

สำหรับประปาชุมชน ความสามารถของคนเดินระบบสำคัญควบคู่กับเกณฑ์ ระบบน้ำประปาที่ผ่านเกณฑ์ตอนส่งมอบยังต้องมีการเฝ้าระวังและบำรุงรักษาต่อเนื่อง หากผู้ดูแลตรวจหรือจัดการค่าผิดปกติไม่ได้ ความเสี่ยงอาจถูกมองข้าม การออกแบบจึงควรคำนึงถึงทักษะและเวลาของผู้ดูแลจริงด้วย

ถ้าผลตรวจพบว่าน้ำประปาไม่ผ่านเกณฑ์ ควรดำเนินการอย่างไรต่อ ?

หากพบเชื้อหรือสารอันตรายเกินเกณฑ์ หรือมีเหตุสงสัยว่าน้ำไม่ปลอดภัย ให้หยุดใช้ดื่มและเตรียมอาหาร พร้อมจัดหาน้ำจากแหล่งที่ปลอดภัยชั่วคราวและประสานผู้เกี่ยวข้องทันที 

ไม่รอการตรวจซ้ำก่อนลดการสัมผัส สำหรับค่าที่เกี่ยวกับความน่าดื่มเพียงอย่างเดียวให้ประเมินตามชนิดและระดับปัญหา จากนั้นตรวจแยกต้นทางกับระบบภายในก่อนเลือกอุปกรณ์ โดยมี 6 ขั้นตอนต่อไปนี้

  1. เทียบผลทางเข้าอาคารกับผลที่ก๊อก  ใช้จุดและเวลาเก็บที่เปรียบเทียบกันได้ หากต้นทางผ่านแต่ปลายทางไม่ผ่าน ให้ตรวจระบบภายในเพิ่มเติม ยังไม่ใช่ข้อพิสูจน์สาเหตุเด็ดขาด หากผิดปกติตั้งแต่ทางเข้าให้แจ้งผู้จ่ายน้ำพร้อมผลตรวจ
  2. ตรวจยืนยันตามแผน  ทบทวนวิธีเก็บตัวอย่างและเลือกจุดกับเวลาตรวจเพื่อแยกปัญหาเฉพาะจุดหรือทั้งระบบ โดยยังคงมาตรการน้ำปลอดภัยชั่วคราวตามความเสี่ยงระหว่างรอผล
  3. แก้ที่ระบบก่อนเลือกเครื่อง ให้ผู้ดูแลและผู้เชี่ยวชาญตรวจสาเหตุ วางแผนล้างหรือฆ่าเชื้อถัง แก้จุดน้ำนิ่ง ท่อเสื่อมสภาพ และการป้องกันน้ำไหลย้อนตามที่พบ หากต้องปรับการจ่ายคลอรีนต้องควบคุมโดยผู้มีความรู้ ไม่เติมเองจากค่าอ่านเพียงครั้งเดียว
  4. เลือกวิธีปรับปรุงคุณภาพน้ำ ณ จุดใช้ให้ตรงปัญหา UF ช่วยกั้นอนุภาคและเชื้อบางกลุ่มตามสมรรถนะเมมเบรน ส่วน UV ใช้ฆ่าเชื้อ ไม่ได้ลดความขุ่น จึงต้องเตรียมน้ำให้เหมาะสมก่อนผ่าน UV คาร์บอนช่วยลดกลิ่นคลอรีน RO และ NF ต้องเลือกตามชนิดสารที่ต้องลดและข้อมูลทดสอบ ไม่ถือว่าแทนกันได้ทุกไอออน ส่วน Softener ใช้ลดความกระด้างจากแคลเซียมและแมกนีเซียม ไม่ใช่อุปกรณ์ฆ่าเชื้อ ทุกระบบต้องมีแผนบำรุงรักษาและจัดการน้ำทิ้งตามลักษณะการทำงาน
  5. กำหนดเกณฑ์รับมอบและแผนเฝ้าระวัง จุดเก็บตัวอย่าง พารามิเตอร์ ความถี่ ค่า Alarm และผู้รับผิดชอบ ต้องกำหนดก่อนสั่งซื้อ ไม่ใช่หลังติดตั้ง
  6. บันทึกและทบทวน ผลตรวจย้อนหลังช่วยติดตามแนวโน้มและแสดงการดูแล แต่ต้องใช้กับข้อมูลปัจจุบันและแผนเฝ้าระวัง จึงจะประเมินคำถามว่าน้ำประปากินได้จริง ณ จุดและช่วงเวลาที่ใช้น้ำได้อย่างเหมาะสม ไม่ใช่รับรองปลอดภัยตลอดเวลา
ถ้าผลตรวจพบว่าน้ำประปาไม่ผ่านเกณฑ์ ควรดำเนินการอย่างไร

สำหรับโรงงาน อาคาร นิคมอุตสาหกรรม และประปาชุมชน แนวทางที่ Mitr Water ให้ความสำคัญคือการใช้ผลวิเคราะห์น้ำ Point of Use และ Flow ประกอบ Design Basis ก่อนเลือกเทคโนโลยี โดยพิจารณาระบบระดับโครงการและขอบเขตหน้างานร่วมกัน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับน้ำประปากินได้ไหม

เผลอกินน้ำประปาเข้าไป เป็นอะไรไหม ?

บอกไม่ได้จากการเผลอดื่มเพียงอย่างเดียว ความเสี่ยงขึ้นกับชนิดและปริมาณสิ่งปนเปื้อน ปริมาณที่ดื่ม และสุขภาพผู้ดื่ม ค่าคลอรีนคงเหลือ 0.2 mg/L กับผลไม่พบโคลิฟอร์มไม่พอรับรองความปลอดภัยทุกด้าน 

หากสงสัยว่าน้ำปนเปื้อนให้เปลี่ยนใช้น้ำที่ปลอดภัย หากมีอาการผิดปกติหรือกังวลเรื่องสารอันตรายให้ขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมแจ้งแหล่งน้ำและเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง

น้ำประปาต้มแล้วกินได้ไหม ?

การต้มช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ โดย CDC แนะนำให้น้ำใสเดือดพล่านต่อเนื่อง 1 นาที แล้วปล่อยเย็นและเก็บในภาชนะสะอาดมีฝาปิด; พื้นที่สูงกว่า 6,500 ฟุตให้ต้ม 3 นาที แต่การต้มไม่ทำให้น้ำที่มีสารเคมีเป็นพิษปลอดภัยได้ทุกกรณี หากสงสัยสารเคมีปนเปื้อนให้ใช้น้ำจากแหล่งที่ปลอดภัยแทน ไม่สรุปว่าต้มแล้วดื่มได้เสมอ

ใช้น้ำประปาทำอาหารได้ไหม ?

ใช้ได้เมื่อคุณภาพน้ำเหมาะกับการบริโภค ณ จุดใช้ ไม่ควรใช้การปรุงอาหารเป็นเหตุยอมรับน้ำที่สงสัยปนเปื้อนสารเคมี ในสถานประกอบการอาหารที่อยู่ในขอบเขต GMP 420 น้ำและน้ำแข็งที่เป็นส่วนผสมหรือสัมผัสอาหารพร้อมบริโภคต้องเป็นไปตามข้อ 3.3.3 และมาตรฐานที่อ้างถึง ไม่ใช่พิจารณาเพียงผลตรวจของผู้จ่ายน้ำ

น้ำประปากรุงเทพฯ ดื่มได้จริงไหม ?

กปน. มีเกณฑ์คุณภาพน้ำประปา พ.ศ. 2565 รวม 69 รายการ และระบุคลอรีนอิสระคงเหลือ 0.2–2.0 mg/L แต่เกณฑ์ไม่ใช่ผลตรวจน้ำทุกมาตรวัดและทุกก๊อก คำถามว่าน้ำประปากินได้ไหมที่ถังพัก ท่อในอาคาร และตู้กดน้ำ จึงต้องพิจารณาผลตรวจที่ตรงจุดใช้และการดูแลระบบร่วมด้วย

ต้องติดเครื่องกรองน้ำ RO ก่อนดื่มน้ำประปาไหม ?

ไม่จำเป็นในทุกกรณี ต้องดูผลตรวจสารปนเปื้อนและเชื้อที่เกี่ยวข้องกับจุดใช้ รวมทั้งสมรรถนะที่ยืนยันได้ของอุปกรณ์ RO ลดสารละลายและสิ่งปนเปื้อนได้หลายชนิด แต่ไม่ควรตัดสินว่าจำเป็นหรือไม่มีประโยชน์จากค่า TDS เพียงค่าเดียว ควรพิจารณาค่าติดตั้ง บำรุงรักษา และน้ำทิ้งของระบบร่วมกัน

สรุปเรื่องน้ำประปากินได้ไหม

น้ำประปากินได้ไหม ต้องอาศัยผลตรวจ ณ จุดใช้จริงเทียบกับเกณฑ์และวัตถุประสงค์ที่เหมาะสม เช่น กรมอนามัย พ.ศ. 2569 สำหรับรับรองน้ำประปาดื่มได้ พร้อมติดตามการควบคุมระบบและสภาพท่อกับถังพัก คลอรีนอิสระคงเหลือเป็นข้อมูลเฝ้าระวัง ไม่ใช่ตัวรับรองความปลอดภัยเพียงค่าเดียว และการผ่านรายการตรวจในครั้งหนึ่งไม่รับประกันน้ำทุกจุดตลอดเวลา ต้องมีแผนตรวจและตอบสนองเมื่อพบความผิดปกติต่อเนื่อง

ขั้นตอนถัดไปสำหรับผู้ดูแลระบบน้ำของอาคารหรือโรงงาน คือ กำหนดจุดเก็บตัวอย่างและพารามิเตอร์ตามความเสี่ยง ประสานห้องปฏิบัติการ ขอผลตรวจล่าสุดจากผู้จ่ายน้ำเพื่อประกอบการเปรียบเทียบ และสำรวจท่อกับถังพักตามรายการข้างต้น พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบ หากต้องออกแบบหรือปรับปรุงระบบน้ำระดับโครงการ สามารถส่งผลวิเคราะห์น้ำและรายละเอียดหน้างานให้ บริษัท มิตร นิรันดร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (Mitr Water) เพื่อหารือ Design Basis และขอบเขตงานที่เหมาะสม

คลิกประเมินราคาโดยวิศวกร

ให้บริการทำระบบน้ำอุตสาหกรรมทุกรูปแบบ ระบบน้ำประปา ระบบกรองน้ำบาดาล โดยผู้เชี่ยวชาญด้านระบบน้ำโดยเฉพาะ คลิกขอรับคำปรึกษากับเราได้ที่นี่

————————
ติดต่อ Mittwater ได้ที่นี่
โทร : 086-080-6629 (คุณธัชชัย)
Line : @mitrwater
ติดต่อช่องทางอื่นๆ : www.mittwater.com/contact